“ก่อนจะเข้าถึงเกร็ดความรู้ของภาษา เรามาทำความรู้จักกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นกันเถอะ”
ความสัมพันธ์ ไทย – ญี่ปุ่น
ความสัมพันธ์ระหว่างไทย – ญี่ปุ่น เกิดขึ้นนับเวลาประมาณ ๖๐๐ ปี คาดว่าเริ่มมีการติดต่อกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยมีการแลกเปลี่ยนการค้าซึ่งกันและกันอย่างไม่เป็นทางการ ตลอดจนเข้าสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (สมัยปัจจุบัน) ก็ยังมีการติดต่อสัมพันธ์กันอย่างสืบเนื่องมา ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านต่าง ๆ อาทิเช่น ด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม เป็นต้น
ในสมัยที่ประเทศไทย ยังคงเป็นประเทศสยาม (ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๙๑) ช่วงสมัยสุโขทัยประมาณศตวรรษที่ ๑๔ ชาวญี่ปุ่น (ชาวโอกินะวะ) มีการนำเครื่องสิ่งทอ เครื่องสังคโลกของจีน ดาบญี่ปุ่น ฯลฯ เข้ามาติดต่อค้าขายกับประเทศไทย
ต่อมาในช่วงสมัยอยุธยาตรงกับช่วงสมัยโชกุนตระกูล โตกุกาวะ เป็นช่วงเวลาที่มีการติดต่อการค้าแลกเปลี่ยนเครื่องบรรณาธิการและมีการเจริญสัมพันธไมตรีกับกษัตริย์อยุธยา เป็นทางการมากขึ้นแต่ไม่มีการสถาปนาทางการทูตแต่อย่างใด จนกระทั่งประมาณปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ พระเจ้าแผ่นดินไทย ได้มีพระบรมราชานุญาตให้ชาวญี่ปุ่นสามารถตั้งหลักปักฐานในอยุธยาเช่นเดียวกับชาติอื่นได้ สันนิษฐานว่า ชาวญี่ปุ่นได้อาศัยอยู่ประมาณเกือบ ๓,๐๐๐ คน ส่วนมากประกอบอาชีพรับจ้าง ค้าขาย และรับราชการทหาร โดยส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ นอกเกาะเมืองอยุธยา จึงได้กล่าวขานบริเวณนั้น ว่าเป็น
“หมู่บ้านญี่ปุ่น” ( ปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านญี่ปุ่นให้เข้าชมซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดอยุธยา ) และในสมัยนี้มีชาวญี่ปุ่นผู้ที่มีบทบาทสำคัญคือ นางามาสะ ยามาดะ มีถิ่นฐานกำเนิดอยู่ที่ จ.ชิซุโอะกะ เป็นผู้ที่ความกล้าหาญและมีฝีมือในการรบเป็นอย่างมาก จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากพระเจ้าทรงธรรม เป็นออกญาเสนาภิมุข ในช่วงปี พ.ศ. ๒๑๖๐ – ๒๑๗๓ (ปัจจุบันชาวชิซุโอะกะ มีการจัดงานเทศกาล Japan – Thailand Nagamasa Festival ขึ้นประมาณกลางเดือนตุลาคมของทุกปี เพื่อรำลึกถึงนางามาสะและเพื่อเป็นการเชื่อมสานความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น ที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา)
แต่ต่อมาในสมัยโชกุนอิเยะมิตสึ มีการปิดประเทศ หยุดการติดต่อกับต่างประเทศรวมถึงการติดต่อกับประเทศไทยก็ได้หยุดชะงักลง จนกระทั่งเข้าสมัยเมจิ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของ รัชกาลที่ ๕ ประเทศญี่ปุ่นได้เปิดประเทศอีกครั้ง ในช่วงสมัยนี้ ประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นมีการติดต่อสัมพันธ์กันอย่างเป็นการ โดยมีการลงนามใน
“หนังสือปฏิญญาณว่าด้วยทางพระราชไมตรีแลการค้าขายในรหว่างประเทศสยามกับประเทศยี่ปุ่น” 1
ซึ่งถือเป็นเอกสารสัญญาชิ้นแรกในสมัยเมจิ นอกจากสัญญาดังกล่าวยังมีความสัมพันธ์ทางด้านอื่น
อาทิเช่น การเสด็จฯเยือนญี่ปุ่นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพระราชวงศ์ การส่งนักเรียนไทยไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น การแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านการเกษตร เป็นต้น ในสมัยรัตนโกสินทร์นับตั้งแต่รัชสมัยของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งตรงกับสมัยเมจิ กล่าวได้ว่าทั้งประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นต่างเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูปหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย การก่อตั้งโรงเรียน การศึกษาที่ต่างประเทศ เป็นต้น โดยทั้งสองชาติได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในทุกระดับและทุกด้าน สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
|